เสื้อ Polo กับสไตล์การแต่งตัวที่ใส่ได้ทุกโอกาส แม้ไม่ใช่คอกีฬา

ถ้าพูดถึงเสื้อที่นิยมใส่กันในปัจจุบันหนึ่งในนั้นต้องมีเสื้อทรง Polo รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ด้วยการที่เสื้อแบบนี้นั้นมีทรงที่คลาสสิก ใส่แล้วทำให้เราได้ลุคที่ดูเป็น Business Casual ใส่ได้มากมายหลายโอกาสจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะได้รับความนิยมมาจนถึงยุคปัจจุบัน วันนี้เราจะมาเล่าถึงความเป็นมาของเจ้าเสื้อแบบนี้ว่ามีที่มาอย่างไร รวมไปถึงแนะนำสไตล์การแต่งตัวที่เหมาะกับทุกคนให้ได้รู้กันครับ

History of Polo Shirt

เรื่องแรกที่เราอยากให้ทุกคนได้รู้กันคือประวัติความเป็นมาของเจ้าเสื้อ Polo (โปโล) ครับ โดยเจ้าเสื้อนี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจและยาวนานมากแล้วครับ โดยเริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ครับ ณ เมือง Manipur (มานิปูตร์) ประเทศอินเดีย ในตอนนั้น อินเดีย ยังคงเป็นประเทศอาณานิคมของ อังกฤษ ทหารอังกฤษที่ประจำการอยู่ได้เห็นการเล่นกีฬาโปโลของชาวเมือง ก็เกิดความสนใจในกีฬานี้ หลังจากนั้นไม่นานกีฬานี้ก็ได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ทหารอังกฤษ และ ผู้ปลูกชาชาวอังกฤษในประเทศอินเดียครับ เกิดการพัฒนาเครื่องแต่งกายให้มีความเหมาะสมกับการเล่นกีฬานี้ขึ้น เกิดเสื้อที่ทำจากฝ้ายแขนยาว เนื้อหนา มีการใส่ปกเสื้อที่มีกระดุมเพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยกันไม่ให้ปกเสื้อกระพือสร้างความรำคานเวลาที่ควบม้าอยู่ในสนาม ในปี ค.ศ.1862 กีฬาโปโลถูกนำเข้ามาในอังกฤษและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วครับ

จุดเริ่มต้นของเสื้อโปโลในยุคปัจจุบันเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1926 ครับ นักเทนนิสมือวางอันดับหนึ่งของโลกในขณะนั้นคือ Jean  René Lacoste (ฌอง เรอเน ลากอสต์) ชาวฝรั่งเศส ต้องเข้าใจกันก่อนนะครับว่าในสมัยนั้นกีฬาเทนนิสนี่ถือว่าเป็นกีฬาที่สงวนไว้ให้ชนชั้นสูงเล่นกันชุดที่ใส่เล่นจึงเป็น เสื้อ เชิ้ตแขนยาว ปกแข็ง พร้อมทั้งต้องสวมเนคไท ซึ่งผู้สวมใส่มักต้องม้วนแขนเสื้อขึ้น เพื่อความคล่องตัว ทำให้ขณะเล่นเทนนิสนักกีฬาจะรู้สึกอึดอัด ขาดความคล่องตัว นายลากอสต์นั้นจึงได้ออกแบบเสื้อรูปแบบใหม่ที่จะทำให้การเล่นเทนนิสง่ายขึ้นออกมาครับ เป็นเสื้อแบบสวมแทนแบบเชิ้ตติดกระดุม เปลี่ยนจากแขนยาวเป็นแขนสั้น จากปกที่เคยแข็งก็เปลี่ยนให้เป็นปกอ่อน จุดเด่นอีกจุดนึงก็คือการที่ปลายเสื้อด้านหลังจะยาวกว่าด้านหน้าให้ง่ายต่อการใส่ในกางเกงและไม่หลุดออกมาง่ายขณะที่แข่งขันอยู่ครับ โดยนายลากอสต์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากเสื้อเจอร์ซีถักที่นักกีฬาโปโลในอดีตใส่กัน และต่อมาเสื้อแบบใหม่นี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

หลังจากที่นายลากอสต์ ได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบของเสื้อแล้ว ในปีค.ศ. 1993 เขาและ André Gillier (อองเดร กิลลิเยร์) เพื่อนของเขาได้ร่วมกันเปิดบริษัทชื่อ Lacoste shirt ขึ้นครับ เพื่อผลิตเสื้อเหมือนกับที่เขาได้เคยออกแบบไว้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงคุ้นชื่อนี้กันแน่นอนครับ คิดกันถูกแล้วครับ มันก็คือแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังในปัจจุบันที่มีปักรูปจระเข้อยู่ที่ที่อกซ้าย ถึงบางอ้อกันเลยใช่มั้ยครับ เสื้อแบบนี้กลายเป็นเสื้อกีฬาคลาสสิกในช่วงปีค.ศ. 1940 และต่อมาคำว่า เสื้อโปโล ได้ถูกนำมาใช้เรียกเสื้อยืดที่มีปกที่ไม่ได้เฉพาะนักกีฬาโปโลเท่านั้นที่สวมใส่ แต่ใช้เรียกสื้อยืดมีปกเนื้อนุ่มแบบนี้ และ ยังใช้เรียกต่อมาจนถึงปัจจุบันครับ

เลือกใส่อย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเรา

หลังจากได้รู้จักกับประวัติความเป็นมาที่ค่อนข้างจะยาวอยู่ซักหน่อยกันแล้ว ต่อมาก็จะขอพูดถึงการใส่เสื้อโปโลให้เหมาะสมกับตัวของเราครับ ซึ่งจะมีอะไรบ้างไปดูพร้อมๆ กันเลยครับ

  • ใส่ให้เหมาะกับขนาดตัว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการเลือกใส่เสื้อโปโลเลยนะครับ การใส่เสื้อโปโลนั้นไม่ว่าคุณจะหุ่นแบบไหนก็ควรเลือกใส่ให้พอดีกับขนาดตัวครับจะเหมาะสมที่สุด ถ้าอยากรู้ว่าคำว่าพอดีที่พูดถึงนี้นั้นเป็นอย่างไรเราดูได้ดังนี้ครับ แขนเสื้อความยาวควรอยู่ตรงกลางระหว่างหัวไหล่กับข้อศอก ความกว้างของขนาดแขนเสื้อควรพอดีกับแขน ปลายเสื้อไม่ยาวหรือสั้นจนเกินไปความยาวถ้าไม่เอาเสื้อสวมในกางเกงควรอยู่ตรงบริเวณเลยขอบกระเป๋ากางเกงของเราเล็กน้อย ขนาดของคอเสื้อก็สำคัญนะครับลองติดกระดุมเม็ดบนสุดดูถ้ารู้สึกว่ารัดเกินไปหรือหลวมจนเกินไปแสดงว่าไม่เหมาะสมกับตัวของเราแล้วครับ บริเวณตัวของเสื้อกับตัวของเราต้องไม่รัดจนเกินไปไม่ใช่ว่าใส่รัดรูปหน่อยไม่ได้นะครับใส่ได้แต่อย่ามากเกินไปสำหรับหนุ่มๆ ที่อยากอวดหุ่นหรือซิกแพคที่เล่นกันมา นี่ก็เป็นวิธีที่ทุกคนสามรถทำได้ในการเลือกซื้อหรือเลือกใส่เสื้อโปโลซักตัวนึง แค่นี้ก็ดูดีได้ง่ายๆ แล้ว
  • สไตล์การแต่งตัว อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดให้ดีก่อนใส่เสื้อโปโลคือการ mix & match เสื้อโปโลของเรานั้นให้เข้ากับสไตล์การแต่ตัวของเรา หรือ ที่เราต้องการจะแต่งครับ ซึ่งถือว่าเสื้อโปโลนั้นสามารถแต่งได้กับการแต่งตัวหลากหลายรูปแบบมากครับมาดูกันเลยดีกว่ามีสไตล์ไหนกันบ้าง

2 Style Casual 

อย่างที่เราบอกไปในตอนต้นแล้วว่าการใส่เสื้อโปโลให้ลุคที่เป็น Business Casual ครับ แต่แท้จริงแล้วเราสามารถนำไปแต่งแบบ Smart Casual ได้อีกด้วยครับ สองแบบนี้นั้นมีความคล้ายคลึงกันแต่ก็ต่างเล็กน้อย แบบ Business นั้นเป็นการแต่งกายที่จะกึ่งทางการจะไม่ค่อยจริงจังมาก ส่วนแบบ Smart นั้นจะมีความเป็นทางการมากกว่าครับ แล้วแต่งตัวแบบไหนกันหละ ในวันที่เราต้องไปทำธุระหรืองานที่ไม่ต้องเป็นทางการมากเราสามารถเลือกนำเสื้อโปโลของเรามาแต่งคู่กับ สแลค หรือ ชิโน ทรงเข้ารูปสักตัว ตามด้วยรองเท้าหนังอีกคู่นึง แค่นี้ก็ดูเฉียบมากแล้วครับ ถ้าอยากได้ความเป็นทางการอีกหน่อยเราก็แค่ติดกระดุมคอเพิ่มให้ถึงเม็ดบนสุดแค่นี้เป็นอันเสร็จ (แต่ควรเลือกสีหรือลายในการแต่งตัวที่เข้ากันด้วยนะ)

Sport & Street Style

อีกหนึ่งสไตล์ที่สามารถแต่งได้ง่ายมาครับ กับสปอร์ตสไตล์ ก็อย่างที่ทุกคนรู้กันแล้วนะครับว่าจุดเริ่มต้นของเสื้อโปโล ก็มาจากกีฬาเทนนิส แล้วทำไมจะไม่สามารถนำมาแต่งสไตล์กีฬาแบบคูลๆ ได้หละ การจะแต่งสไตล์นี้ก็ทำได้ง่ายมากๆ ครับ โดยเรานำเสื้อโปโลของเรามาจับคู่กับกางเกงแนวสปอร์ตสักตัวพวกกางเกง warm หรือ jogger pants ขายาวหรือขาสั้นก็ได้ ตบท้ายด้วยรองเท้า sneaker อีกสักคู่แค่นี้ก็ได้ลุคหนุ่มเล่นกีฬาแล้วครับ ถ้าอยากได้แนวสตรีทเท่ๆ แค่ลองเปลี่ยนเป็นกางเกงยีนส์สักตัว จะเป็นยีนส์ขาดก็ได้ครับ หรือจะเป็นกางเกงขาสั้นแนวๆ สักตัวก็ได้ ตามด้วย sneaker คู่นึงเป็นอันจบ เหมาะสำหรับวันออกจากบ้านไปเที่ยว หรือ ออกไปทำอะไรที่ไม่ต้องจริงจังแบบสุดๆ

Secret Style

สไตล์การแต่งตัวแบบนี้เป็นสไตล์ที่อาจจะไม่ค่อยได้เห็นในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศมีการใส่กันค่อนข้างมากครับ สไตล์นี้ก็คือการใส่เสื้อโปโลด้านในแล้วใส่เสื้อสูททับแทนเสื้อเชิ้ตครับ อ่านกันไม่ผิดหรอกครับแบบนี้จริงๆ ด้วยการที่เสื้อโปโลนั้นเป็นเสื้อที่มีคอปกเหมือนเสื้อเชิ้ตครับ ในการใส่แบบนี้เหมาะกับงานที่ค่อนข้างเป็นทางการแต่อาจจะไม่ทางการขนาดงานที่ต้องผูกเนคไท หรือ หูกระต่ายนะครับ ถ้าไม่ทางการขนาดนั้นหละก็เราแนะนำให้คุณได้ลองดูสักครั้งนึงนะครับ แล้วคุณจะต้องรู้สึกชอบการแต่งสไตล์นี้อย่างแน่นอน ได้ลุคที่ดูเรียบหรูสุดๆ แต่ก็ดูเป็นทางการไม่มากครับ

@dani13ton

เป็นไงกันบ้างครับทุกคน กับเรื่องราวประวัติความเป็นมาของเสื้อโปโล มีความเป็นมาที่ยาวนานและน่าสนใจใช่มั้ยหละครับ รวมไปถึงการแนะนำเกี่ยวกับขนาดและสไตล์การแต่งตัว หวังว่าจะเป็นคำแนะนำที่ได้นำไปลองใช้จริงสำหรับทุกคนได้นะครับ ใครที่ใส่เป็นประจำอยู่แล้วในคราวต่อไปที่แต่งคงแต่งออกมาได้มีสไตล์ขึ้นไปอีกขั้น ส่วนใครที่ยังไม่เคยลองก็อยากให้คุณได้ลองสักครั้งแล้วคุณจะเท่ขึ้นอีกเป็นกองอย่างแน่นอน


บทความน้ีเรียบเรียงข้ึนโดย ทีมงาน MOVER

mover.in.th@gmail.com 

Comments

comments

Like Mover

ติดตาม Mover Facebook ได้ที่นี่
กด Like เลย