10 Things about Her :: “VJ จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช” กับบทบาทใหม่ของการเป็น “travel blogger”

เชื่อว่าเราทุกคนคงเคยเป็นแฟน​ Channel V​ จึงไม่มีทางเลยที่คุณจะไม่รู้​จักเธอคนนี้ “VJ จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช”​ นอกจากบทบาทวีเจแล้ว สาวอารมณ์ดีคนนี้ยังมีทั้งผลงานแสดงภาพยนตร์และซีรีส์มากมาย รวมไปถึงการคว้าปริญญาเอกสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นวิทยากรอีกด้วย

ซึ่งวันนี้ Mover จะพาทุกคนมารู้จักกับสาวสวยเพอร์เฟ็คคนนี้ให้มากขึ้น กับบทบาทใหม่ของการเป็น “บล็อคเกอร์ท่องเที่ยว” แห่งเพจ J Journey by VJ JA ที่บอกเลยว่ามุมมองการเดินทาง ทัศนคติการใช้ชีวิตและการมองโลกของเธอ จะทำให้คุณอยากออกเดินทางไปด้วยแน่นอน!

 1. ทำไมถึงผันตัวมาเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว และจุดเริ่มต้นของการทำเพจ “J Journey by VJ JA” 

คือจริง ๆ แล้วจ๋าเป็นคนชอบเที่ยว แล้วก็มีหลายครั้งที่มีคนชวนไปทำรายการท่องเที่ยวนะ แต่เราก็รู้สึกว่าเอ๊ยเราชอบเที่ยวแต่เราไม่อยากทำรายการท่องเที่ยว เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เที่ยว เพราะว่ามันจะกลายเป็นการทำงานไป อะไรแบบนี้ เราก็ยังใช้ไลฟ์สไตล์ปกติก็คือไปเที่ยวๆๆ แล้วตอนหลังเนี่ยมันเหมือนกับว่า social media มันมีผลกับคนเยอะขึ้น เวลาเราลงรูปในไอจีมันก็จะชอบมีคนมาถามว่า เอ๊ะอันนี้ที่ไหน ไปยังไง เพื่อน ๆ จ๋าเองก็จะชอบมาคุยเรื่องเที่ยวเหมือนกันจนวันนึงเราก็รู้สึกว่าเวลาเราได้ตอบคนอื่นแล้วคนบอกว่าขอบคุณมาก เค้าไปตามที่เราไป แล้วเค้าชอบมาก เราก็จะรู้สึกดีที่เราทำให้เค้าแฮปปี้ไปด้วยค่ะ ก็เลยเริ่มถ่ายจากคลิปสั้น ๆ ของตัวเอง แบบตอนนี้มาเที่ยวที่นี่นะ ก็ปรากฎว่ามีคนไลค์เยอะ บอกว่าทำเป็นรายการเถอะ ก็เลยมาคิดว่าจะทำรายการอะไรดี ตอนแรกไม่ได้นึกถึงท่องเที่ยวเลยนะ ตอนนั้นพยายามจะลองคิดดูว่ามีรายการอะไรที่มันทำแล้วสนุก คือด้วยความที่เราเป็น VJ มาตั้งแต่แรกด้วย VJ มันจะอยู่กับความสุขของคนอยู่แล้ว เหมือนกับว่าเราได้ positive energy อะ ก็คือมันเป็นทั้งสองทาง คือเราให้เค้า เค้าให้เรา สุดท้ายไป ๆ มา ๆ มันก็มาลงที่ท่องเที่ยวเพราะว่า มันเป็นจุดที่ตัวเราชอบจริง ๆ แล้วก็คนที่ดูเราเค้าชอบด้วยจริง ๆ ก็เลยกลายมาเป็นที่มาของการทำเพจ J Journey by VJ JA ค่ะ

อ๋อแต่ต้องบอกก่อนว่าจริง ๆ จ๋าเป็นคนที่ปฏิเสธการมีเฟซบุ๊คมาตลอดชีวิต เพราะว่ากลัวจะเอาเวลาไปจมอยู่กับ Social media เพราะจริง ๆ แค่เล่นไอจีก็ใช้เวลาเยอะกับมันอยู่แล้ว คือไม่เคยมีเฟซบุ๊คมาก่อนเลย เพิ่งมีครั้งแรกเมื่อประมาณ 5 เดือนที่แล้ว เพราะทำเพจนี่แหละค่ะ

 2. ความหมายของ “การท่องเที่ยว” ในทัศนคติของ VJ จ๋า 

คือการใช้ชีวิตค่ะ จ๋าว่าเวลาที่คนเรามีอยู่บนโลกมันไม่ได้เยอะ แล้วการท่องท่องเที่ยวก็คือการเรียนรู้ ได้รู้ว่าความหมายของชีวิตมันคืออะไร มันไม่ไช่แค่ชีวิตเราด้วย มันมีชีวิตของคนอื่นที่เราจะได้เห็น มีทั้งสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่มันประกอบกันเป็นชีวิต หรือมีทั้งชีวิตที่เราอยากจะมีด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าการท่องเที่ยวมันก็คือการเปิดโลกให้เราได้เห็นว่าความหมายของชีวิตมันคืออะไร

 3. ทำไมต้องกดไลค์?! เสน่ห์และจุดเด่นของเพจ J Journey by VJ Ja ที่เพจอื่นไม่มี 

ถ้าเพจอื่นไม่มีก็ต้องไม่มี VJ จ๋า อยากดู VJ จ๋า ต้องมาที่เพจนี้นะ 555 คือเราไม่รู้เหมือนกันว่าเพจอื่นเค้าไม่มีอะไรบ้าง แต่เรารู้แค่ว่าเรานำเสนออะไร อย่าง J Journey ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วเนอะว่ามันเป็นการท่องเที่ยวของจ๋า จ๋าให้คำจำกัดความว่ามันเป็น lifestyle journey คือไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการใช้ชีวิตและมุมมองชีวิตของจ๋า สิ่งที่เพจเราจะไม่ทำก็คือ negative energy ไม่นำเสนอไปในทางที่หยาบ ๆ คือบางทีเราดูเราสนุก แต่ว่าเราเป็นคนที่ไม่เล่นแบบนั้น ส่วนตัวจ๋าจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี หรือบางทีคือเราไปเจอปัญหา หรือความยาก ความซวย เราจะไม่อารมณ์เสียกับเรื่องพวกนี้ หัวเราะกับมัน อันนี้น่าจะเป็นจุดเด่นของตัวเอง อันนั้นจะเป็นวิธีนำเสนอของเรา ซึ่งมันจะอยู่ในเพจนี้ ก็คือเหมือนสนุกไปกับเรา

 4.เราได้เอาความรู้/สกิลด้าน “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” มาใช้ในการท่องเที่ยวบ้างมั้ย ยังไง 

จ๋าว่ามันใช้สกิลในเรื่องของ VJ ด้วยแหละ เราว่านะจริง ๆ เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี่มันช่วยในเรื่องของการ shape ความคิด เพราะฉะนั้นเมื่อเราไปเจออะไรบางอย่าง ซึ่งมันอาจจะเป็นเรื่องที่คนอื่นเค้าไม่สนใจกัน แต่เมื่อเราถูก shape ความคิด ว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมันสอนให้เราคิดว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมคนประเทศนี้ถึงคิดแบบนี้ เราอยากรู้สิ่งที่เค้าคิด มันก็เลยทำให้เรามีมุมมองที่เกิดจากการเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี่แหละ ถามว่ามันเป็นสกิลเป๊ะ ๆ เลยมั้ย มันไม่ใช่นะ แต่มันเป็นพื้นฐานของการมองโลกของเรา

 5. ทริปสุดประทับใจ นานแค่ไหนก็ยังอยู่ในความทรงจำ 

ทริปที่ประทับใจชีวิตมันมีเยอะนะ แต่ว่ามันจะมีทริปนึงที่จำได้ไม่ลืมเลยก็คือ จ๋าเที่ยวมาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อก่อนการท่องเที่ยวมันไม่ได้สามารถเซิ้ชหาโลเคชั่นง่าย ๆ ได้แบบสมัยนี้ คือเราต้องพึ่งแผนที่จริง ๆ ต้องถามคนจริงๆ ต้องใช้เวลากับมัน เราก็มีทริปที่เราไปตะลุยหลายที่มาก เพราะว่าช่วงนั้นน้องสาวเป็นแอร์ แล้วเค้าก็อยากแสดงให้เห็นว่าเค้าสามารถหาตั๋วถูกให้กับเราและแม่ได้และจะพากันไปเที่ยว ก็ปรากฎว่ามันจะเป็นตั๋วสแตนบาย แล้วดันเลือกช่วงอีสเตอร์อีก คือเป็นช่วงที่มันแน่นไปหมด เราก็จะต้องรอเครื่องจนวินาทีสุดท้าย อีก 5-10 นาที เค้าเรียกเข้าเกตแล้วถึงจะรู้ว่ามีที่นั่งรึเปล่า คือต้องลุ้นตลอดเวลา

จุดหมายปลายทางคือจะพาคุณแม่ไปนอร์เวย์ก่อน เสร็จแล้วจะกลับมาเจอน้องสาวที่กรีซ ปรากฎว่าไปนอร์เวย์เนี่ย ก็คือไม่รู้อะไรเลย คือเราก็ทำการบ้านมา แต่พอถึงเวลาจริง ๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรแบบที่เราหามา เวลาที่เราถามฝรั่งเราก็ต้องเผื่อใจว่าคำตอบมันอาจจะไม่ได้ตรงแบบที่เราคิด เช่นเค้าบอก เดินไปเลย 10 นาทีเอง สรุปเดินจริงๆ เกือบ 45 นาที คือมันก็จะเกิดความทุลักทุเล แต่ก็มีความภูมิใจว่าเราสามารถปรับตัวแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กับมัน

อย่างตอนที่จะกลับมากรีซเนี่ย เครื่องบินไม่มีที่นั่ง ถ้าเราถอดใจเราก็คงกลับไปนอนในเมืองแล้วก็รออีก 2 วัน แต่เราไม่ถอดใจ เราวิ่งหาสายการบินอื่น ขอร้องให้เค้าหาที่ให้ ก็ได้ที่สแตนบายนั่งไปฝรั่งเศส อยู่ 2 วันโดยที่ไม่มีแพลนอะไรเลย ไม่มีที่พัก เมื่อก่อนมันไม่มี App ที่จะบุ๊คโรงแรมได้เลย เราก็ต้องลากกระเป๋าเข้าเมือง ต้องเซิ้ชอินเตอร์เน็ตแล้วไปเปิดหาจากหนังสือ ถึงมันจะทุลักทุเลหน่อย แต่มันก็เป็นการเดินทางที่สอนอะไรหลาย ๆ อย่างให้เราค่ะ

 6. ถ้าต้องอยู่ประเทศ/ที่เที่ยวที่นึงตลอดชีวิต จะเลือกที่ไหน 

ถ้าตลอดชีวิตก็ต้องอยู่เมืองไทยแหละ อันนี้พูดจริง ๆ นะ ยิ่งเราเดินทางมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรักบ้านเรามากขึ้นเท่านั้น คือที่อื่นมันสอนให้เราเรียนรู้ ให้เราได้ว๊าว ได้ประสบการณ์ เปิดหูเปิดตา ได้เอนเนอร์จี้กลับมา แต่เราจะรักเมืองไทยมากขึ้นเพราะว่าที่ไหนในโลกก็ตามไม่สบายเท่าการอยู่เมืองไทยแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเมืองไทยเอง คนไทย อาหาร ความสบาย ๆ ของประเทศเรา ตอนแรกเราจะไม่ได้รู้ซึ้งอะไรกับมันหรอก จนเมื่อเราไปอยู่ประเทศอื่นแล้วเราจะรู้ว่า เฮ้ยไม่มีประเทศไหนหรอกที่เราจะหาอาหารกินได้แบบ 24 ชม. ไม่มีหรอกที่เราจะขออันนี้นิดนึงได้ไหม แล้วเค้าบอกโอเคได้ คือทุกประเทศมันจะมีความยากลำบาก มันจะมีความเข้มงวด ไม่ได้ไม่ให้ แต่ของคนไทยคือแบบเอาสิ ช่วยกัน คือมันจะยิ่งทำให้เรารักประเทศเรามากขึ้น

 7. สเปคผู้ชายในฝัน และสเน่ห์ของสาววัย 30+ 

มันต้องฝันช่วงไหนอะ 555 ถ้าฝันช่วงนี้ก็คือ สเป็คมันลดลงมา มันถูกทอนลงมาจากตอนเด็ก มามองเรื่องที่ใหญ่ ๆ มากกว่า หนึ่งจ๋าชอบคนที่ทัศนคติดี อยู่ด้วยแล้วรู้สึกว่าเค้าไม่ใช่คนที่ โอ้โห มองโลกในแง่ร้ายจัง เพราะเราอยู่ด้วยไม่ได้ เราอึดอัด สองคือต้องไม่เป็นคนเจ้าชู้ ไม่ชอบเพราะอยู่ด้วยแล้วปวดหัว สามคือต้องเป็นคนดูแลคน ดูแลเราได้ เพราะว่าถ้าจะมาต่างคนต่างอยู่ ไม่ดูแลกัน เราอยู่คนเดียวก็ได้ไม่เป็นไร คือถ้าเกิดเราจะมีใครซักคนตอนนี้ ชีวิตเราต้องดีขึ้นอะ ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม

30+ จ๋าว่าน่าจะเป็นความชิลล์ในชีวิตอะ ชิลล์ในที่นี่ไม่ได้เหมือนชิลล์ตอนเด็กนะ ตอนเด็กมันคือชิลล์แบบสนุกอะ อยากจะลั้นลา ทำนู่นทำนี่สนุกไปเรื่อยอะค่ะ แต่พอโตขึ้นมาความชิลล์มันเหมือนกับว่าทุกอย่างเป็นเรื่องไม่ยากละ เรื่องนี้ที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ เวลาที่ทุกคนมีปัญหาปวดหัวกัน ความชิลล์ของผู้หญิงที่ผ่านโลก ผ่านปัญหามาแล้ว มันจะรู้สึกว่า อ๋อ ปัญหาเนี้ยเรื่องเล็ก แล้วมันก็จะแก้ไขโดยอะไรก็ตามที่เรารู้ว่ามันเคยเกิดขึ้นแล้วมันต้องแก้แบบนี้ หรือเรื่องใหญ่ของคนที่อยู่รอบตัว เราก็จะสามารถเอาความชิลล์ของเราไปช่วยเค้าได้ แบบว่าเรื่องนี้อะกระจอกมากเลย มันจะต้องทำแบบนี้เว่ย ง่ายๆ เราว่านั่นคือสเน่ห์ของคนที่ผ่านชีวิตมาประมาณนึงแล้วค่ะ

 8. ถ้าต้องติดเกาะร้างห่างรัก แล้วเลือกของติดตัวไปด้วยได้ 3 อย่าง จะเลือกอะไร เพราะอะไร 

อันดับแรกเลยเนี่ย ขอเอาแม่ไปก่อน แม่นี่เอฟวรี่ติงจิงกาเบลมาก คือมีแม่ไปอุ่นใจสุด ๆ เพราะว่าแม่จะเป็นกูรูทุกอย่าง แม่จะสามารถหยิบอะไรก็ไม่รู้แล้วมาทำอาหารได้ จริง ๆ นะมันเป็นสิ่งที่แม่ทุกคนเป็น คือสัญชาตญาณของความเป็นแม่อะ เราจะรู้สึกปลอดภัย ป่วยก็หาอะไรก็ไม่รู้มารักษาได้ คือความเป็นแม่ก็จะรู้ไปหมดงี้อะค่ะ อย่างที่ 2 หรอ จริง ๆ เค้าบอกว่าควรจะงดจาก social แต่ขอมือถือไปด้วย 555 แต่ปรากฎไม่มีสัญญาณ มีละกันเนอะ! อย่างที่ 3 ขอร้านกาแฟเย็นไปตั้งไว้เลย จ๋าไปเที่ยวหลายที่มากเลย ไม่มีกาแฟเย็นขาย ประเทศเค้าหนาวแล้วเค้าไม่มีน้ำแข็ง 555

 9. เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว ตั้งแต่ดร. อาจารย์ VJ นักแสดง นักร้อง และตอนนี้เป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวอีก ถามจริงชอบบทบาทไหนที่สุด 

จ๋าชอบทั้งหมดที่กล่าวมาเลยนะ เพราะมันเป็นตัวเรา เราก็เลยได้ทำ แต่ว่าถ้าถามว่าอะไรที่มัน shape ความเป็นตัวเองมากที่สุดในเรื่องของการทำงาน ก็น่าจะเป็น VJ ค่ะ เพราะว่า VJ มันเปิดโลกเราให้มีหลายสกิล VJ ไม่ได้แค่สนุก ๆ อะค่ะ คือการที่เราจะสัมภาษณ์ใครซักคนนึงอะ มันสอนให้เราเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องเป็นให้ได้ก่อนที่เราจะไปสื่อสารออกไปอีกที ถ้าเราเป็นผู้ฟังที่ดีไม่ได้ เราก็ไม่สามารถจะเป็นผู้เล่าที่ดึได้ อีกอย่างคือ VJ สอนให้เรารู้จักเคารพความคิดของคนอื่น เพราะเราเจอคนร้อยพ่อพันแม่ มันไม่มีใครหรอกที่คิดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือทีมงาน อย่างการรอคอย มันสอนให้เราอดทน เพราะว่าเราเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเด็ก เค้าให้ทำอะไรเราก็ทำ ให้เรารอหลายชั่วโมงเราก็ต้องรอ เราก็ทำงานเหมือนกับทีมงานคนนึงค่ะ ความที่เราโตมาแบบนี้มัน shape ตัวตนของเรา

แล้วก็การเป็น VJ มันทำให้เรามีประสบการณ์หลากหลายด้านมาก สมมติไปถ่ายรายงาน outdoor เราก็ได้ลองหลาย ๆ อย่างที่ในชีวิตนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้ลองเลย เช่นได้ไปเรียนขับเครื่องบิน มีปีกนะ ที่บ้านมีปีกอยู่ ^^ ได้ไปเจอศิลปินระดับประเทศ อย่างเมื่อก่อนเรน เจโชว ดังมาก ได้พาเดินเล่นที่ข้าวสาร อีกอย่างจ๋าได้อยู่ในยุคที่คาบเกี่ยวกันระหว่างยุคอนาลอคกับดิจิตอลด้วย มันเลยทำให้ได้เรียนรู้คนทั้ง 2 แบบ โลกทั้ง 2 แบบ เราก็เลยรู้สึกว่าอาชีพ VJ มันเป็นการเปิดประสบการณ์ ทำให้เราเติบโตมาถึงทุกวันนี้ค่ะ

 10. อยากบอกอะไรกับคนที่ยังปิดใจ ไม่กล้าออกไปท่องโลก 

ไปเที่ยวเหอะเดี๋ยวก็ตายแล้ว 555 จริง ๆ คือการเที่ยวมันไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะก็ได้ จ๋าอยากให้ตีความการท่องเที่ยวเหมือนที่จ๋าพูด คือเป็น lifestyle journey ไปตรงไหนมันก็คือการเที่ยวละ แค่ก้าวขาออกจากบ้าน บางคนก็เที่ยวในโลกออนไลน์ ก็คือได้เที่ยวนะไม่ใช่ไม่ได้เที่ยว เพียงแต่ว่าการที่เราได้ก้าวเท้าออกไป ได้เดินออกไปข้างนอกเนี่ย มันได้ไปสัมผัสประสบการณ์จริง แล้วมันได้ไปเจอเรื่องราวจริง ๆ ที่ทำให้เราได้เติบโตขึ้น

 ฝากผลงาน 

ถ้าเป็นรายการจ๋าก็ขอฝาก J Journey by VJ JA แล้วก็มีซีรีส์ มีละคร ซึ่งก็ยังมีอยู่ ปีนี้ได้ดู 3 เรื่อง แต่ปีหน้าไม่รู้ดูก่อน 🙂 แล้วนอกนั้นก็เป็นวิทยากรค่ะ ไปสอนตามที่ต่าง ๆ ฝากไว้ประมาณนี้ละกันค่ะ แล้วก็เผื่อ ปีหน้าอาจจะมี pocketbook ด้วย แต่เดี๋ยวค่อยมาฝาก 🙂

10 Things about VJ JA


บทความนี้เรียบเรียงขึ้นโดย ทีมงาน MOVER

mover.in.th@gmail.com

Comments

comments

Like Mover

ติดตาม Mover Facebook ได้ที่นี่
กด Like เลย