เผยทุกรสชาติการดำเนินชีวิตฉบับ “กอล์ฟ MasterChef Thailand ซีซั่น 2”

รสชาติชีวิตของคุณเป็นแบบไหน? วันนี้ MOVER จะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักคุณ สัญญา ธาดาธนวงศ์ หรือที่หลายคนน่าจะคุ้นหูกันในชื่อของ “กอล์ฟ” หนึ่งผู้เข้าแข่งขัน MasterChef Thailand ซีซั่น 2 ซึ่งในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้คุณจะได้พบกับทุกแง่มุมและรสชาติชีวิตทั้งการงานทำงานและเรื่องชีวิตคู่ที่คุณอาจไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

#1 | ช่วยแนะนำตัวเองคร่าว ๆ ให้กับแฟนเพจ MOVER สักหน่อย

สวัสดีครับผม กอล์ฟ สัญญา ธาดาธนวงศ์ นะครับ ปัจจุบันอายุ 38 ปี มีอาชีพเป็นช่างภาพอิสระ แล้วก็เป็นผู้เข้าแข่งขันรายการมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซั่น 2 ที่เพิ่งจะจบไปด้วยครับ

#2 | ระหว่าง “ทำอาหาร” กับ “ถ่ายรูป” มีความเหมือนหรือต่างกันในแง่มุมไหนบ้าง?

เอาความเหมือนก่อนแล้วกันครับ ความเหมือนของการถ่ายรูปกับการทำอาหารก็คือ เราต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม อย่างเช่นการทำอาหารเราก็ต้องตระเตรียมวัตถุดิบ การหั่น และการตัด ส่วนการถ่ายรูปนั้นก่อนที่จะถ่ายอะไรสักอย่าง เราก็ต้องเตรียมพร้อมในการดูสถานที่ การจัดแสง การเตรียม ขึ้นอยู่กับว่าเราถ่ายอะไร ถ้าเราถ่ายตัวแบบเราก็ต้องเตรียมเราต้องทำการพูดคุยกับแบบของเราก่อน ความเหมือนของมันก็คือตรงนั้น ส่วนขั้นตอนในการทำเนี่ยคือทำอาหารกับถ่ายภาพเนี่ย ผมคิดว่าไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกันสักเท่าไหร่ นอกจากว่ามันก็คือศิลปะเหมือนกันนั่นแหละครับ แต่มันคนละแขนงเท่านั้นเอง

#3 | ใช้ประสาทสัมผัสทางตา VS ประสาทสัมผัสรอบด้าน ถนัดหรือชอบอะไรมากกว่ากัน

คือถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่ากัน ผมตอบไม่ได้เลยเพราะชอบทั้งสองอย่าง แต่ถ้าถนัดอะไรมากกว่ากัน ก็จะบอกว่าถนัดการถ่ายภาพมากกว่า เพราะมันเป็นอาชีพของเรา แต่การทำอาหารนั้นมันคืองานอดิเรกไงครับ ส่วนการถ่ายภาพจริง ๆ ก็คือมันไม่ได้ใช้สายตาอย่างเดียวนะ มันก็ต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างด้วย การฟังการอะไรสื่อสาร ฉะนั้นการสื่อสารกับคนกับทีมงานอะไรอย่างเงี่ย มันก็ต้องใช้ประสาทสัมผัสหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน ส่วนการทำอาหารก็แน่นอนว่าเราต้องชิม ก็ใช้ประสาทในการรับรสเป็นหลัก แต่ในส่วนของการฟังอาจจะน้อยกว่า ซึ่งผมคิดว่าทั้งสองอย่างเนี่ยมันใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างรวมกันเหมือนกันทั้งสองสิ่ง จะบอกว่ามันไม่มีอะไรที่จะที่ใช้อะไรอย่างสกิลเพียงแค่ด้านเดียว สรุปง่าย ๆ ว่าการถ่ายภาพก็หลัก ๆ คือต้องเป็นสายตา การทำอาหารหลัก ๆ ก็คือการสัมผัสกับการชิมเท่านั้นเองครับ

#4 | ความมั่นใจตอนเสิร์ฟอาหารให้กรรมการทานกับตอนกดชัตเตอร์ถ่ายรูปแล้วส่งให้ลูกค้าแบบไหนที่มีมากกว่ากัน

ผมมั่นใจในการส่งรูปให้ลูกค้ามากกว่าแน่นอนเพราะว่ามันเป็นอาชีพของเรา เพราะการถ่ายภาพเนี่ย เหมือนกับว่าลูกค้าค่อนข้างที่จะเชื่อถือเราเพราะเราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ คือลูกค้าก็จะขอคำแนะนำจากเรา มันจะกลับกันเลย การทำอาหารนั้นเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องทำตามคณะกรรมการ หรือเชื่อฟังในสิ่งที่เค้าเตือน เค้าคำแนะนำ ในสิ่งที่เค้าบอก ในขณะที่เวลาผมทำอาหารเสิร์ฟคณะกรรมการนั้นมันมีตัวแปรหลายอย่างครับเช่นเวลา หรือวัตถุดิบที่เราไม่รู้จัก แล้วเราจะถูกกรรมการเข้ามาเช็คเราตลอดว่าขั้นตอนด้วยว่ากระบวนการ วิธีการทำของเราเนี่ย มันถูกผิดตรงไหนยังไง เพราะฉะนั้นมันจะมีอุปสรรคมากกว่าในการผลิตอาหารออกมาแต่ละงาน แล้วผมจะบอกเลยว่าทุก ๆ จานที่เสิร์ฟคณะกรรมการเนี่ย มันไม่ 100% หรอกที่ผมทำ เพราะด้วยมันมีแรงกดดันมาก ต่างกับเวลาที่เราทำอยู่ที่บ้านเลยครับ

#5 | การที่รายการบิ้วด์ว่าใครๆก็สามารถเป็นที่ 1 ได้นั้นส่งผลให้เกิดความกดดันระหว่างการแข่งขันในรายการแค่ไหน

แน่นอนว่ากดดันมากครับ คือเราแน่ใจอยู่แล้วว่าสิ่งที่เราทำเนี่ยคือสิ่งที่เรารัก แล้วเราก็ใส่ความพยายามลงไปเกิน 100% ทุกครั้ง แต่คราวนี้มันออกมาดีพอหรือไม่ดีพอนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างด้วย เช่นคำตัดสินของคณะกรรมการ เช่นเพื่อน ๆ ผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นซื่งเค้าก็เก่งมากกันทุกคน การที่รายการบอกว่าทุกคนมีความมั่นใจ ทุกคนสามารถเป็นผู้ชนะได้ อันนี้ผมคิดว่ามันอยู่ในหัวของผู้เข้าแข่งขันทุกคนก่อนที่จะมาแข่งอยู่แล้ว แต่พอถึงหน้างานจริง ๆ มันก็ต้องเป็นไปตามที่เห็นกันครับ

#6 | วัตถุดิบที่ท้าทายที่สุดในรายการคืออะไร? แล้ววัตถุดิบอะไรที่อยากทำที่สุด?

แน่นอนว่าก็ต้องเป็นมะม่วงหาวมะนาวโห่ คือผมรู้จักมันนะ แต่เราไม่เคยที่จะสนใจที่จะชิมหรือกินมันเลย เราไปเดินตลาดสุดสัปดาห์ก็เห็นมีวางขายอยู่บ้าง แล้วก็เข้าใจว่ามันเป็นผลไม้โบราณที่หาในซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจมัน ไม่เคยสนใจจะกินหรือจะชิมมันเลย รู้สรรพคุณของมันเพราะอ่านตามป้ายแค่นั้นเอง ไม่เคยรู้เลยว่ามันรสชาติเป็นยังไง แล้วเอามาทำอะไรได้บ้าง อันนั้นคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดแล้วครับ ส่วนที่อยากทำที่สุดก็คงจะเป็นพวกเนื้อเหนียวๆ เช่นซี่โครง ขาหมู หรือเนื้อส่วนที่ติดมันมีเอ็น ผมจะชอบการทำแบบ Slow cook อย่างตุ๋น หรืออบที่ต้องใช้ระยะเวลานานๆ  ผมชอบทำและกินอาหารอะไรประมาณนี้ครับ

#7 | การแข่งขันในรูปแบบทีมกับการเป็นฟรีแลนซ์ที่ต้องทำงานคนเดียว คุณกอล์ฟชอบแบบไหนมากกว่า?

คือถ้าถามว่าชอบแบบไหนมากกว่าก็คงตอบยากเพราะก็ทั้งเหมือนและต่างกัน อย่างการถ่ายภาพนั้นผมก็ไม่ใช่ว่าทำงานคนเดียวตลอด แต่เพียงผมอาจจะเป็นผู้นำในการทำงานมากกว่าเพราะเราเป็นช่างภาพ ทีมงานเราก็จะมีช่างแต่งหน้า ช่างทำผม มีผู้ช่วยช่างภาพแล้วก็อื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราทำงานเป็นทีมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าการถ่ายภาพเราเป็นผู้นำตลอดเท่านั้นเอง ส่วนการทำอาหารในรายการนั้น ส่วนใหญ่แล้วผมก็จะได้เป็นผู้ร่วมทีมมากกว่า มีโอกาสเป็นหัวหน้าทีมแค่ครั้งเดียวนอกนั้นก็จะเป็นผู้ร่วมทีมตลอด ซึ่งมันก็ไม่มีปัญหาอะไรกับผมเลยนะ เพราะผมโชคดีอย่างนึงคือผู้ร่วมทีมส่วนใหญ่เราอยู่ทีมเดียวกันมาบ่อยมาก แต่บางครั้งที่จะเจอผู้ร่วมทีมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยร่วมทีมกับเค้า แต่ผมก็ไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมด้วย เพราะว่าผมถือว่าทุกคนในทีมมันมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

เพราะฉะนั้นระหว่างทางวิธีการทำเราก็ต้องแค่ปรับให้เข้ากันได้เท่านั้นเอง เราจะว่าเรารู้อยู่แล้วล่ะว่าผู้ร่วมทีมเราเค้าก็ต้องการชนะเหมือนกับที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีอะไรที่มันขัดแย้งกัน ผมจะค่อนข้างที่จะไปกับมันได้ อยู่กับมันได้ ด้วยการคุยกันหรือบางทีเราปล่อยได้เราก็ปล่อย หรือถ้าบางอย่างเราปล่อยไม่ได้เราก็จะเรียกหัวหน้าทีมมาคุยให้เคลียร์ ซึ่งผมไม่มีปัญหาในการทำงานทั้งเป็นผู้นำทีมหรือผู้ร่วมทีม และทั้งการถ่ายภาพหรือการทำอาหารด้วยครับ

#8 | เลือกเพื่อนในรายการมาสเตอร์เชฟมา 1 คน แล้วคิดเมนูอาหารที่เหมาะกับเขา 1 เมนู พร้อมบอกเหตุผล

เลือกคุณจ๋าแล้วกันครับ เพราะเขาถนัดสัตว์น้ำมีเปลือก พวกกุ้งหอย ส่วนให้จะให้ทำเมนูอะไรก็คงอยากให้ทำอาหารเป็นฝรั่งดีกว่า ชื่อว่า Lobster Thermidor เพราะว่าจ๋าบอกว่าเขาไม่ค่อยถนัดอาหารฝรั่ง ผมก็อยากให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดตรงนั้น เพราะฉะนั้นก็เลือกวัตถุดิบหลักซึ่งเค้าถนัดกับอาหารซึ่งเค้าไม่ถนัดมารวมกันให้เขาทำดีกว่า

#9 | คำจำกัดความของคำว่า Homecook ในความคิดของคุณกอล์ฟ

คำจำกัดความของคำว่า Homecook ในความรู้สึกของผมก็คือการที่คนที่ทำกับข้าวกินเองที่บ้านให้ครอบครัวให้เพื่อนกัน ไม่ได้ทำเป็นอาชีพ เรียนไม่เรียนผมไม่ได้ไปสนใจนะ แต่หมายความว่าเราไม่ได้ทำเป็นอาชีพเท่านั้นพอ เราก็แค่ทำให้กับคนที่เรารักกินทำให้กับครอบครัวเพื่อนฝูงเรากิน อันนั้นสำหรับผมคือ Homecook

#10 | ตอนนี้คิดว่าควรเรียกตัวเองว่าอะไรระหว่าง คนทำอาหาร กุ๊ก หรือเชฟ

เป็นคนทำอาหารครับ เพราะผมก็ไม่ได้ทำบ่อย และยังไงงานประจำก็คือการถ่ายรูป ส่วนอาหารนั้นผมจะทำเฉพาะปาร์ตี้กับเพื่อน วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หรือเทศกาลต่างๆ เพราะบ้านผมเป็นคนจีน พวกตรุษจีน สารทจีน เชงเม้งอะไรอย่างพวกนี้ผมจะเป็นคนทำเองครับ สรุปว่าเป็นคนทำอาหารนี่แหละครับเหมาะที่สุด

#11 | จากที่ได้ไปแข่งรายการทำอาหารที่ต่างประเทศมาก่อนซึ่งเป็นแนว Survivor ถ้าเทียบกับแนว Homecook ในรายการมาสเตอร์เชฟแล้ว ชอบแบบไหนมากกว่ากัน

รายการนั้นจะเป็นการเอาตัวรอดหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้แบบเอาตัวรอดขนาดให้เราไปแข่งเกมส์ 24 ชั่วโมงอะไรอย่างงั้น แต่มันเป็นการทำ Challenge ในแต่ละวัน ซึ่งเขาจะพาเราเดินทางไปทั่วประเทศฟิลิปปินส์เพื่อทำอาหาร เพราะว่าสปอนเซอร์หลักมันเป็นการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่เขาต้องการจะโปรโมท เป็นเหมือนการแข่งขันความแข็งแรงของร่างกายไปในตัวด้วย ซึ่งแต่ละ Challenge มันก็จะต่างกันไป มีดำน้ำ ว่ายน้ำ พายแพไม้ไผ่ ขี่รถ ATV อะไรประมาณนั้น ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตจริง ๆ ที่เราได้ไปตรงนั้นแล้วก็เราเป็นคนไทยคนเดียวด้วย ก็เลยรู้สึกว่าค่อนข้างที่จะภาคภูมิใจที่เราได้เป็นตัวเลือกไปแข่งแล้วก็ได้ชัยชนะกลับมาด้วย

แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่ากัน มันก็ค่อนข้างยากที่จะเลือกเพราะ MasterChef มันเป็นรายการอันดับหนึ่งของโลกเลยสำหรับคนที่รักการทำอาหาร เพราะฉะนั้นมันเป็นความภาคภูมิใจมากกว่าที่ได้เข้ามาอยู่ในรายการนี้ และยิ่งมันเป็น MasterChef Thailand ด้วยเนี่ย มันมีความภูมิใจที่สุด แล้วมันสามารถเพิ่มทักษะให้กับตัวผมได้มากกว่า แต่ส่วนอีกรายการนึงที่ไปแข่งมาที่ต่างประเทศเนี่ย มันจะสนุกสนานในเรื่องของการเราได้ท่องเที่ยวไปในแหล่งท่องเที่ยวมันเหมือนกับเราได้ไปพักผ่อนไปในตัวด้วยครับ แต่ MasterChef เค้าจะสอนเราได้มากกว่าเพราะฉะนั้นถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่า ผมว่ามันก็ต่างกันมาก ความชอบที่มีมันก็เลยต่างกันด้วยครับ

#12 | ถ้ามีโอกาสเป็นโปรดิวเซอร์รายการทำอาหาร อยากทำรายการแบบไหน แนวไหน?

อยากจะทำเป็นรายการ Reality Show การแข่งทำอาหารนี่แหละครับ แต่ว่าก็อาจจะมี out door บ้าง อาจจะไม่ใช่เหมือนอยู่ในสตูดิโอซะทีเดียวหรือว่า out door ซะอย่างเดียว หรือบางทีก็อาจจะเป็น 24 ชั่วโมงเหมือนให้ผู้เข้าแข่งขันมาอยู่รวมกันในบ้านเลยอะไรอย่างนี้ก็น่าจะแปลกดี

#13 | มีใครเป็นเชฟในดวงใจไหม?

ต้องบอกว่ามี 2 คนครับ คนแรกผมชอบเชฟเอียน จริง ๆ คือเชฟเอียนเป็นเชฟคนไทยที่เป็นคนจุดประกายให้เราอยากที่จะมีรายการ cooking show เป็นของตัวเอง อาจเพราะเราดูรายการเชฟมือทองของแกตั้งแต่เด็กแล้วด้วย แล้วก็อีกคนนึงที่ชอบมากก็คือ Jamie Oliver เพราะว่าผมจะชอบทำอาหารในสไตล์แบบนั้นมากกว่า อย่าง Gordon Ramsay เค้าจะเป็นแบบค่อนข้างที่จะ Fine Dining อะไรอย่างเงี้ย ซึ่งมันจะไม่ใช่ผมสักเท่าไหร่ ผมจะชอบการทำอาหารที่เป็นแบบสไตล์ครอบครัวแบ่งกันอะไรแนวนั้นมากกว่า ก็จะชอบ 2 คนนี้ครับ

#14 | การที่เราไม่ได้เป็นผู้ชนะนั้นทำให้ความมั่นใจหรือไฟในการทำอาหารเราดับลงบ้างไหม?

ไม่เลย เพราะการที่ผมไม่ได้เป็นที่ 1 ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมจะต้องยอมแพ้กับการทำอาหารเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่ามันคือความชอบของผมอยู่แล้ว การทำอาหารมันคืองานอดิเรกที่ผมรักมาก ๆ อ่ะ เพราะฉะนั้นการที่ผมได้เข้ามาเป็น1 ใน 20 คนสุดท้ายใน MasterChef Thailand ผมก็ได้ทำตามฝันของผมแล้ว เพราะอย่างที่ผมบอก MasterChef มันเป็นรายการแข่งขันการทำอาหารในระดับโลก อันดับ 1ของโลกนี้เลย เพราะฉะนั้นการที่เราได้เป็น 1 ใน 20 ใน Master chef Thailand มันคือผมชนะแล้ว นั่นคือความฝันของผมละ การที่จะได้ที่ 1 นั้นมันก็มีได้แค่คนเดียวเอง ที่เหลืออีก 19 คนสำหรับผม ผมว่า 19 คนนี้มันก็คือผู้ชนะทั้งหมดแล้วล่ะ เพียงแค่เราไม่ได้รางวัลเท่านั้นเอง

#15 | ถ้าได้ออก Cook Book ของตัวเองจะใส่อะไรลงไปเป็น 3 เมนูแรก?

3 นั้นก็ต้องเป็นเมนูเด็ดของผม ซึ่งเพื่อน ๆ จะชอบมากนั่นก็คือ Spare Ribs เป็นซี่โครงหมูอบ ส่วนจานที่สองเอาเป็นเมนูที่ผมไปชนะมาจากประเทศด้วยแล้วกันเป็นอาหารฟิลิปปินส์ เมนูมันชื่อ Adobo ผมก็คิดว่าจะทำเป็นหมูซึ่งจะใช้สามชั้นมาทำ ส่วนอีกเมนูที่ 3 อันนี้ก็เป็นความชอบส่วนตัว ส่วนตัวเป็นคนชอบอาหารทะเลก็เลยจะทำกุ้งนึ่งนมสดครับ

#16 | ถ้าชนะรายการมาสเตอร์เชฟ อยากเอาเงินรางวัลไปทำอะไรที่สุด?

เอาจริง ๆ ไม่ได้คิดไว้ว่าได้มาแล้วจะเอาไปทำอะไร แต่ถ้าสมมุติได้นะ ก็คงจะเอาไปลงทุนเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ของเรา แล้วก็เสิร์ฟอาหารในสไตล์ที่เราชอบ คิดว่าเป็นอย่างงั้นมากกว่า

#17 | จุดมุ่งหมายสูงสุดในเส้นทางการทำอาหาร

จุดมุ่งหมายสูงสุดในการทำอาหารของผมคืออยากมีรายการสอนทำอาหารเป็นของตัวเอง มี Cooking Show เป็นของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ก็กำลังทำกันอยู่ MasterChef ก็ทำให้ผมเป็นที่รู้จักมากขึ้น และผมก็เชื่อว่าช่องที่ผมจะทำมันก็จะเป็นที่รู้จักได้มากขึ้น เร็วกว่าตอนที่ผมยังไม่ได้เข้ามาแข่งรายการครับ

#18 | มุมมองความรักของคนจริงจังแบบกอล์ฟ MasterChef

สำหรับผมความรักมันคือการแชร์กัน การเสียสละ และก็การให้อภัย คือถ้าเรามีสองสามอย่างนี้ครบ ผมว่าชีวิตคู่ยังไงก็ไปรอด คือไม่ว่าอีกคนนึงจะผิดหรือจะถูก คือผมจะพยายามจะบอกว่าเราอย่าหาคนผิดคนถูกเลย ในเมื่อถ้ามันมีปัญหาเกิดขึ้น หรือเราทะเลาะกัน เราก็แค่ขอโทษ แล้วให้อภัยกัน แล้วเราจะได้คืนดีกันเร็ว ๆ เพราะว่าเราจะมาเสียเวลาทะเลาะกันไปอีกหลาย ๆ ชั่วโมง หรือวันสองวันทำไมก็ไม่รู้ เพราะสุดท้ายเราก็รู้อยู่แล้วว่าเราก็ไม่อยากจะเลิกกับเขาหรอก เขาก็ไม่อยากเลิกกับเราหรอก ก็อภัยกันเถอะ พอเรามีอีโก้สูง ๆ เราก็ทะเลาะกันหลายวัน แล้วมันก็เสียเวลาในชีวิตตรงนั้นไป แล้วเสร็จปุ๊บเราก็กลับมาดีกันแต่แล้ววันที่ผ่านไปแล้ว มันเสียเปล่า ถ้าไม่มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอย่างเช่นนอกใจหรือไปมีคนอื่นอะไร ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้ แต่ส่วนเรื่องนอกใจถ้าคู่ไหนเขาให้อภัยได้มันก็เป็นเรื่องของเขา มันก็มันไม่มีถูกไม่มีผิดมุมมองความรักของแต่ละคนมันก็มีของแต่ละคน แต่ละคู่ เพราะผม ก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ผมพูดมันจะไปปรับได้กับทุก ๆ คู่ แต่ว่าสำหรับผมมุมมองผมเป็นอย่างนั้น

#19 | ได้ข่าวว่าคุณกอล์ฟเพิ่งแต่งงาน มีความเห็นอย่างไรกับการอยู่ก่อนแต่งและแต่งก่อนอยู่?

อยู่ก่อนแต่งเนี่ยผมคิดว่ามันดีกว่านะเอาจริง ๆ เพราะว่าเราก็ได้ศึกษานิสัยใจคอกัน 24ชั่วโมง ก่อนที่เราจะใช้ชีวิตตกลงตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันไปจนตลอดชีวิต เพราะว่าการคบกันแล้วไม่ได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงเนี่ย เราก็จะเห็นแต่ในมุมที่เขาอยากแสดงออกมา ต่อให้เราคบกันนานแค่ไหนมันก็จะเห็นกันและกันแบบ 100% เพราะฉะนั้นถ้าถามผม ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าอยู่ก่อนแต่งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับสังคมในปัจจุบัน ผมไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่แบบเสียหายอะไร เพราะว่าตอนนี้ผู้ชายผู้หญิงก็เท่าเทียมกัน เราไม่ได้ไปมองเรื่อง sex ว่ามันเป็นเรื่องเสียหายละ ตราบใดที่เรารู้ว่าเราทำมันเพราะว่ามันคือความรัก เรามีความรับผิดชอบ เราดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ทำเพื่อสนุกสนาน แล้วเกิดเป็นปัญหาสังคม ผมคิดว่าอยู่ก่อนแต่งก็ไม่น่าไม่เป็นปัญหาอะไรเลย มันเป็นข้อดีด้วยซ้ำไป

#20 | เลือกอุปกรณ์ทำครัว 1 อย่างที่บอกความเป็นตัวตนของ กอล์ฟ MasterChef

เลือกเป็นทัพพีดีกว่า เพราะทั่วไปแล้วทัพพีมันจะถูกใช้คนหรือตักน้ำซุปอะไรประมาณนั้นใช่ไหม แต่ว่าในขณะเดียวกันเราก็สามารถนำมาใช้เอามาผัดได้ด้วย มันจึงค่อนข้างที่จะอเนกประสงค์ครอบคลุมทำได้หลายอย่าง  ก็เหมือนกับตัวผม ซึ่งจะบอกว่าผมเก่งทำอาหารเลยก็ไม่ใช่ แต่ผมก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่างครับ

#21 | ถ้าต้องเปรียบความรักเป็นรสชาติอาหาร จะเลือกเป็นรสชาติแบบไหน?

ครบรสครับความรักของผมอ่ะ ก็แน่นอนทุก ๆ คู่ต้องมีรสหวาน ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กันไม่ได้ ส่วนความเปรี้ยวมันก็มีบ้าง มันอาจจะเป็นการเปรี้ยวที่ไม่ใช่เป็นการทะเลาะกัน แต่มันอาจจะเป็นการแกล้งกัน แหย่กัน มันก็เป็นรสชาติของชีวิต ถ้าเรามาหวานใส่กันตลอดเวลามันก็คงจะเลี่ยนไปนะครับผมว่า รสขมแน่นอนมันต้องมี คนเรามันอยู่ด้วยกันก็ต้องมีทะเลาะกันบ้างอยู่แล้ว แต่เราก็พยายามต้อง balance ทุกรสชาติให้มันอยู่ด้วยกัน ขมอาจจะไม่ต้องมาบ่อย แต่เราต้องยอมรับว่ามันต้องมีอยู่แล้วในช่วงหนึ่งของชีวิตคู่ทุกคน แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านมาก็ผ่านไป อยู่ที่ว่าเราจะจัดการมันให้ดี แต่ถ้าถามว่าความรักของผมเป็นรสอะไรก็ตอบได้ว่า “ครบรส” ครับ ส่วนรสอะไรเด่นสุดก็รสหวาน

#22 | ช่วยแนะนำร้านอาหารร้านโปรดให้แฟน ๆ ตามไปทานกันหน่อย

เป็นร้านธรรมดา ๆ เลยครับ เป็นร้านข้าวต้มที่ทานบ่อยพอสมควร มีชื่อว่าร้านโชคดี อยู่ถนนเจริญนคร คนขายเจ้าเป็นอาเจ๊คนนึง แกก็จะติส ๆ หน่อย หน้าร้านจะติดป้ายไว้เลยว่าไม่มีวันเปิด-ปิดที่แน่นอน เพราะเวลาปิดขึ้นอยู่กับใจของเขา เป็นร้านตึกแถว 2 ห้องแต่อาหารอร่อยมาก ทำอาหารจีนเหลาได้ด้วย ไม่ได้หรูหราอะไรมากมายแต่ว่าผมชอบมากครับ

#23 | รู้สึกยังไงกับคำพูดว่า “ยิ่งร้านสกปรก อาหารจะยิ่งอร่อย”

ไม่เชื่อ ไม่เกี่ยว ไม่จริง ไม่จริงหรอก ไม่จริงเลย คือมันก็เป็นคำพูดที่เหมือนกับเราคนไทยเราสบาย ๆ เราก็มาพูดกันเล่น ๆ ล่ะมั้ง หรือส่วนใหญ่มันอาจจะเป็นแบบนั้นจริงก็ได้ แต่ผมก็ยังไม่เชื่อว่าความอร่อยมันต้องมาพร้อมกับความสกปรก เพียงแต่บางร้านที่อร่อย ๆ มันอาจจะเป็นแค่ร้านบ้าน ๆ แต่ผมกินผมก็ไม่เคยท้องเสียนะ แล้วก็ไม่เคยเป็นอะไรเลยด้วย ดังนั้นถ้าบอกว่าอร่อยต้องสกปรกนั้นไม่จริงแน่นอน ไม่เกี่ยวกันครับ

#24 | สุดท้ายนี้ฝากช่องทางการติดต่อให้แฟน ๆ ได้ไปติดตามกันหน่อย

สามารถเข้าไปชมผลงานการถ่ายภาพของผมก็ไปติดตามดูได้ที่อินสตาแกรม sunyaphotography ส่วนที่เป็นไลฟ์สไตล์หรือการทำอาหารก็ฝากติดตามได้ที่ sunyagolf นะครับ แล้วก็ยังมีทวิตเตอร์ sunyagolf เหมือนกัน เพจเฟสบุคก็ Sunya Golf MasterChef Thailand แล้วก็เร็ว ๆ นี้ก็จะมีช่อง youtube เป็นการสอนทำอาหารก็กำลังออกมาให้ติดตามกันอีก ใช้ชื่อว่า SunyaGolf เช่นกัน ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะครับ

Edited & Re-written by: Waritto

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นโดย ทีมงาน MOVER

mover.in.th@gmail.com