เจาะลึกขั้นตอน ‘การตัดสูท’ แบบครบเครื่อง by ‘Takeo Kikuchi’ แบรนด์สูทสัญชาติญี่ปุ่น

เมื่อย่างเข้าสู่วัยทำงาน แน่นอนว่าผู้ชายทุกคนจะต้องมี “สูทตัวแรก” เตรียมไว้ใส่ไปประชุมหรือไปงานทางการ ซึ่งวันนี้ Mover ขอพาคุณมาสัมผัสประสบการณ์การเลือกสูทเต็มรูปแบบจาก ‘Takeo Kikuchi’ แบรนด์สูทสุดเก๋าเจ้าแรก ๆ ในญี่ปุ่นที่มีประวัติอันยาวนาน จนเรียกได้ว่าไม่มีใครในญี่ปุ่นที่ไม่รู้จักแบรนด์นี้

‘Takeo Kikuchi’ คือแบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์แรก ๆ ในญี่ปุ่นที่เริ่มต้นจากชุดสูทเป็นหลัก สูทของเขาก็เรียกได้ว่าเป็นอันดับ 1 ในแบรนด์ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยเน้น 3 คีย์เวิร์ดหลักที่ทางแบรนด์รักษามาตลอดคือ “Travel, Tailor, British” เป็นคอนเซ็ปต์หลัก แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ในการผนวกความมีสไตล์ ความสะดวกทนทาน และความเป็นผู้ดีมารวมกัน สูทของ Takeo Kikuchi จะคำนึงถึงเรื่องความใส่สบาย คงทน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในญี่ปุ่นที่ต้องใส่สูทเดินทางไปทำงานตลอด รวมทั้งใส่สูทลำลองในวันสบาย ๆ อีกด้วย และนอกจากเรื่องคุณภาพและวัสดุแล้ว การบริการที่ใส่ใจก็เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ด้วย

หลังจากทราบวันที่จากทางทีมงาน Takeo Kikuchi แล้ว ทีมงาน Mover ก็เดินทางมาที่เซ็นทรัลชิดลมด้วยความตื่นเต้นที่จะได้พบกับ ‘คุณยางิชิตะ’ Dress Master สุดเท่กับความเซียนเรื่องสูทระดับพระกาฬ ผู้ควบตำแหน่ง Shop Manager คุมบังเหียนดูแลทุกสาขาในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้เขาบินตรงมาเพื่อจัดการเปิดสาขาที่ไทยแห่งแรก และเพื่อแนะนำทุกคนเกี่ยวกับการเลือกสูทให้ตรงสเปคอีกด้วย เรียกได้ว่านัดวันนี้นั้นเอ็กซ์คลูซีฟสุด ๆ!

วันนี้คุณยางิชิตะใส่สูทของทางแบรนด์พร้อมเสื้อคอจีนสีขาวให้ความรู้สึกทะมัดทะแมง และหมวกทรงสูงดูสะดุดตา ซึ่งหลังจากทักทายเราอย่างเป็นมิตร เขาก็ดูกระฉับกระเฉง พร้อมให้คำแนะนำ Mover เกี่ยวกับการเลือกสูท ซึ่งโจทย์วันนี้ก็คือชุดสูทแบบกึ่งทางการ ใส่ไปทำงานได้ และที่สำคัญคือต้องมีสไตล์ใส่ได้ทุกวัยรวมถึงวัยรุ่นด้วย

  เริ่มจากการ “วัดตัว”   กันก่อน ซึ่งการวัดตัวสูทนั้นความสำคัญอยู่ที่ “ไหล่-อก-เอว” หลังจากวัดเสร็จคุณยางิชิตะก็หาสูทที่ใกล้เคียงกับร่างกายนายแบบมาให้ลองใส่ก่อน เขาแนะนำว่าถ้าเป็นคนไหล่กว้างและหน้าอกดูมีน้ำมีนวลอยู่แล้วแค่บีบตรงเอวให้เล็กลงอีกนิดหนึ่งก็ดูดีแล้ว ซึ่งไหล่ของสูทตัวนี้ก็กำลังพอดีเลย!

 “ความยาวเสื้อ”  ทั้งชายเสื้อและแขนเสื้อก็เป็นส่วนที่ต้องพิถีพิถันเช่นกันเนื่องจากสามารถทำให้ผู้ใส่ดูมีอายุขึ้นได้  ความยาวสแตนดาร์ดของปลายแขนเสื้อสูทจะอยู่ที่ระดับข้อมือ สำหรับนายแบบควรปรับให้สั้นขึ้นมาหน่อยเพื่อให้มองเห็นปลายแขนเสื้อเชิ้ตโผล่ออกมา และเมื่อทำแขนเสื้อสูทให้สั้นขึ้นแล้ว ชายเสื้อก็ต้องทำให้สั้นขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เข้ากับลุคคนหนุ่มอายุน้อยนั่นเอง

  ลำดับต่อมาคือ “กางเกง”  ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของการแต่งตัว ซึ่งถ้าถามคุณยางิชิตะแล้ว บอกเลยว่ากางเกงนั้นสำคัญไม่แพ้เสื้อสูทเลย เขาบอกกับเราว่าอยากให้ขานายแบบดูเรียวยาวขึ้นอีก จึงเลือกกางเกงทรงกระบอกเล็ก แล้วลองลดไซส์กางเกงลงไป 1 ไซส์ สิ่งสำคัญอย่างเดียวที่เขาใส่ใจในการลองกางเกงครั้งนี้ก็คือ “บริเวณน่องต้องใส่สบาย” ถ้าตรงน่องมีขนาดพอดีแล้ว ค่อยแก้ขนาดเอวให้ใหญ่ขึ้นก็ยังทัน และหลังจากจัดความยาวขากางเกงแล้ว คุณยางิชิตะยังเอาความยาวชายเสื้อสูทขึ้นจากปกติอีกเล็กน้อยเพื่อให้หุ่นดูสูงเพรียวขึ้นอีก

 การเลือก “เนื้อผ้าและสี” คุณยางิชิตะพาเรามาที่โต๊ะตรงกลางร้านและเริ่มนำตัวอย่างเนื้อผ้าออกมากางให้เราดู เขาบอกกับเราว่าสี navy และ grey เป็นสีที่เหมาะแก่การทำสูทเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นสี navy กำลังมาแรงเลยสำหรับคนวัยทำงาน แต่ถ้าคิดว่าจะใส่สูททั้งไปเที่ยวและไปทำงานด้วย แนะนำให้ใช้ผ้าที่มี texture มากกว่าปกติจะดีกว่า

เมื่อเราถามว่าสูทของทางแบรนด์ทำมาจากผ้าอะไรบ้าง ตอนนั้นเราก็ได้รู้ถึงความไม่ธรรมดาของแบรนด์นี้ทันทีครับ เพราะเขานำผ้ามาจากแบรนด์ดังถึง 4 แบรนด์ ได้แก่ “มิยูกิ โอริโมโนะ” แบรนด์ผ้าชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น, “Dormeuil” บริษัทค้าผ้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากอังกฤษ, “Piacenza” (เปียเชนซา) จากอิตาลี, และสุดท้าย “City Setter” ผ้าแบบพิเศษ

3 อันดับแรกเป็นผ้าทำมาจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติ แต่ City Setter มีความพิเศษตรงที่ทำจากโพลีเอสเทอร์ 100% แถมไม่ใช่โพลีเอสเทอร์แบบธรรมดาด้วย เพราะสามารถกันน้ำได้ ยับได้ ซักเองที่บ้านได้ และมีความสามารถในการถ่ายเทอากาศได้ดี เหมาะกับไลฟ์สไตล์วัยรุ่นและอากาศเมืองไทยเป็นที่สุด

ในขณะที่ด้านนอกของชุดสูทดูสุภาพและทะมัดทะแมงพร้อมจะใส่ไปทำงานแล้ว เราก็สามารถเล่นสนุกผ้าซับด้านในตัวสูทหรือ “ผ้าไลน์นิ่ง” ได้เช่นกัน โดยสามารถเลือกแบบมีลาย สี และลูกเล่นได้ในจุดที่มองไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ ซึ่งนายแบบของเราก็เลือกผ้าสูทสี navy พร้อม texture ลายตารางเล็ก ๆ กระดุมสีดำ กับผ้าไลน์นิ่ง seasonal ลายพิเศษของทางแบรนด์ ดูโดดเด่นแบบกำลังดี แต่ถ้าใครชอบแบบเรียบ ๆ ก็สามารถเลือกแบบสแตนดาร์ดที่มีอยู่ตลอดได้เหมือนกันครับ

 ห้ามละเลยเรื่องของ “กระดุม”   ซึ่งคุณยางิชิตะบอกว่ากระดุมเป็นจุดเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญในการแต่งตัวมากทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วควรจะแมทช์กระดุมกับเข็มขัดหรือรองเท้าเพื่อให้ได้ลุคที่ดูเก๋ขึ้นหรือเนี๊ยบขึ้น ซึ่งถ้ามองในหมวดของ Accessories นั้น ในกรณีที่ใส่รองเท้าสีดำกับกระดุมสีน้ำตาลก็อาจจะทำให้ดูขัดกันนิดนึง แนะนำว่าให้แมตช์สีกระดุมกับเข็มขัดหรือรองเท้าไปเลยก็จะดูเก๋กว่า

ถ้าคุณอยากได้ลุคเนี๊ยบ ๆ เพื่อไปทำงานเป็นหลัก ก็แนะนำให้ใช้กระดุมสีเข้ม ๆ เช่น สีดำก็ได้ ถ้าอยากได้ลุค casual ก็ให้ใช้กระดุมสีน้ำตาลอ่อนไปเลย หรือถ้าอยากให้มีลูกเล่นนิดหน่อย ก็สามารถเลือกซ่อนไว้ตรงขอบกระดุมก็ทำได้ เช่น กระดุมที่มองตรง ๆ เป็นสีดำ แต่ถ้ามองจากด้านข้างจะเห็นเป็นสีขาว และนอกจากกระดุมแล้ว ยังสามารถเลือกสีของ “รังดุม” ได้อีกด้วย ถ้าเน้นใส่ไปทำงานก็ไม่แนะนำให้เลือกรังดุมเป็นสี แต่ถ้าทำงานไปเรื่อย ๆ แล้วอยากตัดสูทตัวต่อ ๆ ไป ก็สามารถที่จะเล่นสนุกกับสีของรังดุมได้ครับ

หลังจาก customize ชุดสูทเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณยางิชิตะก็แนะนำเราเกี่ยวกับเรื่อง “Suit design” โดยสูทมีให้เลือกแบบ 2 3 หรือ 4 กระดุม แบบ lapel หรือแบบปิดกระดุมทั้งหมด ซึ่งถ้าปกติใช้ใส่ทำงานก็แนะนำเป็นสูท 2 กระดุมจะใส่ทำงานง่ายที่สุด ด้านหลังเสื้อสูทเองก็สามารถเลือกได้ว่าจะเอาแบบผ่ากลางหรือผ่าข้าง 2 เส้น หรือจะเลือกไม่ผ่าเลยก็ได้

ซึ่งแบบที่นายแบบใส่อยู่นั้นแนะนำว่าผ่าข้าง 2 เส้นจะดีกว่าถ้าใส่ทำงาน แต่ถ้าอยากเอาไปใส่ลำลองด้วยก็คิดว่าผ่ากลางน่าจะดีที่สุด กางเกงเองก็สามารถเลือกได้ทั้งแบบที่มีจีบด้านหน้าหรือไม่มีจีบ ตอนนี้ที่เป็นเทรนด์อยู่คือแบบไม่มีจีบ ซึ่งคุณยางิชิตะบอกว่านายแบบของเราใส่แล้วน่าจะเหมาะกว่า

 “รองเท้า” ที่เอาไว้ใส่กับชุดสูท  เริ่มต้นกันที่ “สี” ที่ต้องเลือกให้เข้ากับสีของชุด เช่น สูทสีดำควรใส่กับรองเท้าและเข็มขัดดำให้ลุคสงบเรียบร้อย หรือลองแมทช์สูทสี navy หรือ grey กับรองเท้าสีน้ำตาลเพื่อเพิ่มความเก๋ ซึ่งพอยท์ก็คือสีของเข็มขัดและรองเท้าควรจะแมทช์กันตลอด และรองเท้าที่คุณยางิชิตะหยิบมาแนะนำด้วยก็คือ “Lace up” รองเท้าแบบมีเชือกผูกซ่อนอยู่ด้านใน เหมาะสำหรับจะใส่กับชุดสูทมาก ซึ่งจะเป็นแบบที่มีรอยเย็บเป็นเส้นตรงหัวรองเท้า หรือจะเป็นแบบเพลนไปเลยก็แล้วแต่ความชอบและรสนิยม

ถ้าเกิดจะไปใส่สูทปาร์ตี้ด้วยแล้ว รองเท้าก็อาจจะมีลูกเล่นนิดหน่อย เช่น ใส่รองเท้าสีขาวหรือ sneaker กับชุดสูทก็ทำได้ ซึ่งแบรนด์ Takeo Kikuchi นี้ก็เป็นจ้าวแรกเลยที่นำแฟชั่นการใส่สูทคู่กับรองเท้า sneaker สีขาวเข้ามาในญี่ปุ่น ซึ่งรุ่นที่เจ้าของแบรนด์โปรดปรานมากที่สุดก็คือรุ่น Nike Air Force One

คุณยางิชิตะ (ขวา) ใส่ชุดสูทของ Takeo Kikuchi คู่กับรองเท้า Nike Air Force One

ต้องบอกเลยว่าจุดเด่นของแบรนด์ Takeo kikuchi ที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่เดินเข้ามาเลยก็คือ“การบริการ”และ“ความใส่ใจ” เพื่อให้ช่วยแนะนำได้ถูกใจและเป็นประโยชน์กับคุณลูกค้าที่สุด ทางร้านจะถามก่อนเลยว่าปกติเป็นคนแต่งตัวแบบไหน ชอบใส่รองเท้าทรงไหน หรืออยากได้สูทที่เข้ากับรองเท้าทรงไหน ปกติใส่กางเกงเอวสูงแค่ไหน เรียกได้ว่าจัดให้ละเอียดตามสเปคที่เราต้องการ หรือถ้าใครอยากให้จัดแบบ Total look ก็สามารถบอกได้เลย ให้ความรู้สึกเหมือนพาเพื่อนหรือพี่ชายที่มีความเชี่ยวชาญด้านสูทโดยเฉพาะมาช่วยเลือกด้วย

จบไปแล้วกับความรู้เรื่องสูทแบบอัดแน่นเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากแบรนด์สูทสุดเก๋าที่ดังที่สุดในญี่ปุ่น ที่มาพร้อมอุดมการณ์ที่รักษาไว้ซึ่งคุณภาพแบบเสมอต้นเสมอปลาย และบริการสุดประทับใจที่จะทำให้คุณไม่อยากเปลี่ยนใจไปตัดสูทร้านอื่นเลยทีเดียว หากใครสนใจก็สามารถแวะไปเลือกชุดสูทได้ที่ Takeo Kikuchi สาขาเซ็นทรัลชิดลม


บทความนี้เรียบเรียงขึ้นโดย ทีมงาน MOVER

mover.in.th@gmail.com

Comments

comments

Like Mover

ติดตาม Mover Facebook ได้ที่นี่
กด Like เลย